ICHICO ICHICO Author
Title: เขาว่าหลวงพี่เป็นผู้มีอิทธิพล The series
Author: ICHICO
Rating 5 of 5 Des:
เขาว่าหลวงพี่เป็น...ผู้มีอิทธิพล โดยพระธาดา จรณธโร  ประธานมูลนิธิธรรมชาติพิสุทธิ์ (องค์กรสาธารณประโยชน์)  **กดที่บทที่ต้องการ (บทที่ 1-6...
เขาว่าหลวงพี่เป็น...ผู้มีอิทธิพล

โดยพระธาดา จรณธโร 
ประธานมูลนิธิธรรมชาติพิสุทธิ์ (องค์กรสาธารณประโยชน์) 

**กดที่บทที่ต้องการ (บทที่ 1-6) เพื่ออ่าน 
กด "กลับขึ้นด้านบน" เพื่อกลับมาสารบัญบทนำ**
 บทนำ
บทที่ 1
บทที่ 2
บทที่ 3
บทที่ 4
บทที่ 5
บทที่ 6



  บทนำ  

      ขอใช้คำแทนตัวเองว่าหลวงพี่นะ.. มันคุ้น เหตุเกิดวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙ .. ตอนนี้ถูกมอบหมายตำแหน่งผู้มีอิทธิพลให้ พร้อมคดีอาญา ก็เลยต้องออกมาเล่าเรื่องราวข้อแท้จริงให้ฟัง 


      ขออำนาจแห่งสัจจะวาจาที่จะแถลงผ่านตัวหนังสือดังต่อไปนี้ ขอธรรมะจงชนะอธรรม และขอพระพุทธศาสนาจงเจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป เพื่อเป็นที่พึ่งแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายตลอดกาลนาน 

      เรื่องราวที่หลวงพี่จะเล่าต่อไปนี้คงจะเขียนไปเป็นซีรี่ส์ ไม่มีสคริปท์ อาจจะมีการกระโดดไปมาในกาลเวลาบ้าง ก็ตามแต่ความเชื่อมโยงของเหตุการณ์จะพาไป จะเขียนให้อ่านกันเพลินๆ เพราะถูกอำนาจจากมือที่มองไม่เห็นทำให้ดังในทางลบเสียแล้ว ก็ต้องเอาข้อมูลแท้จริงมาเล่าสู่กันฟัง .. 

        ทำใมหลวงพี่จึงไปอยู่อุ้มผางที่ขึ้นชื่อว่ากันดารและห่างไกลที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศนี้ ??  



        การไปรษณีย์แห่งประเทศไทยจัดอันดับอุ้มผางเป็นหนึ่งในสามสถานที่ที่เข้าถึงได้ยากที่สุด (อีกสองแห่งคือสังขละบุรีจังหวัดกาญจนบุรีและเกาะแก่งต่างๆ) หลวงพี่ไปอยู่อุ้มผาง 6 ปี ได้เจอนายอำเภอแล้ว 6 คน ก็มีบางท่านที่มีจิตวิญญาณและความรักอยากจะอยู่พัฒนาอุ้มผางนานๆ แต่ส่วนใหญ่เมื่อมีช่องทางก็จะย้ายออกไปที่อื่น ก็จะอยู่ทำใมล่ะ? อุ้มผางมีทางสัญจรโดยรถยนต์ทางเดียว (ยกเว้นทางป่าที่ต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อวิ่งผ่านป่าเขาธุรกันดาร และเส้นทางที่ตัดผ่านประเทศพม่า ซึ่งไม่มีใครสามารถรับประกันความปลอดภัยได้ 100%) อำเภอที่อยู่ติดกันคือพบพระก็ห่างไปถึงสองสามชั่วโมงแถมยังมีเส้นทางลอยฟ้า 1,219 โค้งขวางกั้น 



       อุ้มผางเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดตากก็จริง แต่ถ้ารถสองคันออกจากศาลากลางจังหวัดพร้อมๆกัน คันที่ไปกรุงเทพฯจะถึงก่อนคันที่ไปอุ้มผาง! 



แล้วหลวงพี่ไปอยู่อุ้มผางทำใม? 

โดนบังคับไปรึ? 

ไม่มีที่อื่นจะไปแล้วอย่างนั้นรึ? 

ไม่มีอะไรดีกว่านี้ทำแล้วรึ? 

จะไปหักร้างถางพง....ครอบครองที่ดินเป็นผู้มีอิทธิพลรึ ?
        

       ทำใจให้เป็นกลาง ปล่อยวางอคติ ค่อยๆอ่านไปนะ แล้วจะได้คำตอบ.. 

 29 ก.ค. 2559 23:05


 บทที่ 1

จะเริ่มต้นตรงไหนกันดีละนี่

       ถ้าจะตอบคำถามที่ทิ้งท้ายไว้ในบทนำได้ก็ต้องขอย้อนหลังไปแค่.. 43 ปีพอนะ

       หลวงพี่เติบโตขึ้นมาแถบฝั่งธนบุรีแถวบางพลัด เที่ยววิ่งเล่นอยู่ตามร่องสวน ทางรถไฟ กระโดดน้ำเล่นในคลอง จำได้ว่าตั้งแต่เล็กๆแล้ว ที่ท้องแขนด้านขวามีจุดดำๆที่เขาเรียกว่าขี้แมลงวัน อยู่สามสี่จุด คนอื่นเห็นเป็นจุดดำแต่หลวงพี่เห็นเป็นกลุ่มดาว คืนไหนเห็นดาวเยอะๆ หลวงพี่ก็พยายามมองหาบนท้องฟ้าว่ากลุ่มดาวไหนมันตรงกับที่แขนหลวงพี่ ก็คิดเอาเองแบบเด็กๆว่า เราคงมาจากหมู่ดาวนั้นแหละ .................................

        เมื่อปี 2516 เมื่อจะขึ้นเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ครอบครัวหลวงพี่ก็ย้ายไปอยู่กันที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เพราะคุณพ่อซึ่งทำงานอยู่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ไปทำงานสำรวจสถานที่สร้างเขื่อนที่กึ้ดช้างกลางป่าริมลำน้ำแม่แตง ช่วงปิดเทอม ครอบครัวเราจะย้ายจากตัวอำเภอเข้าไปอยู่ที่แค้มป์กลางป่ากันเลย 



      จำได้ถึงความสุขที่ได้อยู่กลางหุบเขา หน้าหนาวกลางคืนเดือนมืดมีดาวเต็มท้องฟ้า อากาศหนาวเย็น มีหมอกปกคลุม บ้านพักของเราอยู่ติดริมห้วย น้ำใสกว่าตาตั๊กแตน เย็นเจี๊ยบเหมือนน้ำแข็งตลอดทั้งปีทั้งชาติ ไม่ว่าหน้าฝนหน้าหนาวหน้าแล้งน้ำก็ไม่เคยแห้งเหือด เดินจากแค้มป์ไปนิดเดียวก็เจอแม่น้ำแม่แตง ซึ่งเต็มไปด้วยโขดหิน น้ำใสไหลเชี่ยวมีปลาแหวกว่ายไปมาตามหลืบหิน 

       หลวงพี่อยู่กับธรรมชาติป่าเขาจังหวัดเชียงใหม่อยู่ 2 ปีจนจบชั้น ป.7 (ไม่ได้พูดเล่น ตอนนั้นมีป.7 จริงๆ) คุณพ่อเสร็จภารกิจการสำรวจที่แม่แตง (ตกลงไม่ได้สร้างเขื่อนตรงนั้น ด้วยสาเหตุอะไรหลวงพี่ก็ไม่ทราบ) แล้วคุณพ่อก็ย้ายไปทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งต่อมาได้ก่อสร้างเขื่อนเขาแหลม หรือเขื่อนวชิราลงกรณ์ขึ้น



      ที่ทองผาภูมินี้ก็เช่นกัน แม้จะไม่ได้ย้ายไปเรียนหนังสือที่เมืองกาญจน์ แต่ช่วงปิดเทอมหลวงพี่ก็จะไปอยู่ที่แค้มป์กลางป่ากับครอบครัว จำได้ว่าสมัยนั้นการเดินทางไปทองผาภูมิต้องนั่งเรือหางยาวจากตัวเมือง ทวนกระแสน้ำแควน้อยขึ้นไปหลายชั่วโมง ตลอดเส้นทางมีแต่ป่าเขา มีห้วยเล็กห้วยน้อยไหลลงมาเติมน้ำให้กับแม่น้ำเป็นระยะๆ บางช่วงก็มีบ้านคน มีชาวบ้านลงมาอาบน้ำซักผ้าที่หาดทรายริมแม่น้ำ ในวัยเด็กหลวงพี่ก็คิดสงสัยว่า ทำใมคนถึงมาอยู่กลางป่า เขาทำมาหากินกันอย่างไร แล้วน้ำในห้วยก็ตามในแม่น้ำก็ตามมันมาจากไหน? 

        นับจากนั้นมาความรักในขุนเขา แมกไม้ สายน้ำ และดวงดาวนับไม่ถ้วนในคืนเดือนมืดก็ฝังลึกอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจหลวงพี่มาโดยตลอด แม้เรียนจบทำงานแล้วตอนยังไม่ได้บวช ช่วงสุดสัปดาห์เสาร์อาทิตย์หลวงพี่มักจะหาโอกาสขับรถไปเที่ยวชนบทป่าเขา ไปกางเต็นท์นอนตามอุทยานอยู่เสมอ บ่อยครั้งผ่านไปเห็นเขาหัวโล้น ป่าเสื่อมโทรม หลวงพี่ก็จะเปรยด้วยความเสียดายเป็นประจำ จนคนที่เดินทางด้วยกันบ่อยๆมักจะบอกว่าสงสัยหลวงพี่คงเคยเกิดเป็นฤาษีในป่ามาก่อน ถึงได้มีความรักและหวงแหนป่าเขาเสียขนาดนั้น .. 

ต่อมาหลวงพี่ก็รู้ว่าที่จังหวัดกาญจนบุรีนั้นมีเขื่อนสำคัญอีกแห่งหนึ่งคือเขื่อนศรีนครินทร์หรือเขื่อนเจ้าเณรซึ่งสร้างขึ้นขวางลำน้ำแควใหญ่ สร้างเสร็จก่อนเขื่อนเขาแหลมประมาณสองสามปี แม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแควใหญ่ไหลมารวมกันที่จังหวัดกาญจนบุรีกลายเป็นแม่น้ำแม่กลองไหลลงอ่าวไทย
      

        ตอนนั้นหลวงพี่ก็ไม่รู้หรอกว่าอีกหลายสิบปีให้หลังหลวงพี่จะได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่ป่าต้นน้ำของแม่น้ำแควใหญ่ ณ ดินแดนแผ่นดินดอยลอยฟ้าที่ชื่อว่า .... อุ้มผาง


30  ก.ค. 2559 13:46

  บทที่ 2  


       หลังจากชีวิตในป่าที่แม่แตงและทองผาภูมิแล้ว จากนั้นหลวงพี่ก็ใช้ชีวิตในเมืองมาโดยตลอด เมื่อตอนเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 (โรงเรียนวัดบวรมงคล บางคนร้องอ๋อ.. โรงเรียนวัดบวรนิเวศน์ ไม่ใช่ อันนั้นหรูไป วัดบวรมงคลมีอีกชื่อหนึ่งคือวัดลิงขบ อยู่แถวๆ โรงเรียนอนุบาลทิวไผ่งาม) หลวงพี่ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ กามนิต-วาสิฏฐี โดยเสถียรโกเศศ



        ตามหลักสูตรเขามีให้อ่านเฉพาะภาคพื้นดิน แต่หลวงพี่อ่านแล้วมันค้างคาใจ ไปตามหาภาคสวรรค์ตั้งนานสองนาน (เสียดายจังที่สมัยโน้นไม่มีอินเตอร์เนต ไม่มี eBook) ไปเดินหาที่ร้านขายหนังสือแถววังบูรพาทุกร้านก็ไม่มีขาย จนกระทั่งไปเจอที่หอสมุดแห่งชาติท่าวาสุกรี หนังสือเล่มนี้เองที่ทำให้หลวงพี่รู้จักความหมายของคำว่านิพพาน .. ในที่สุดแล้วชีวิตที่สมบูรณ์คือการเข้าสู่พระนิพพาน .. ตอนนั้นอายุ 14 ปี

ตอนเรียนชั้น ม.ศ.2 นี้เองหลวงพี่ไปสอบเทียบได้ ม.ศ.3 คุณพ่อขอให้ไปเรียนช่างกลปทุมวัน สถาบันซึ่งท่านจบมา..ก็ตามใจท่าน เข้าช่างกลเรียนแผนกช่างไฟฟ้าตั้งแต่อายุยังไม่ครบ 15 ปีดี  จบจากช่างกลปทุมวันก็ไปต่อชั้นปวส.ที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพจนจบเมื่อปี 2525 ตอนเรียนที่เทคนิคกรุงเทพนี่เองหลวงพี่เจอหนังสือที่ทรงอิทธิพลต่อชีวิตของหลวงพี่อีกเล่มหนึ่งชื่อโอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝาน หลวงพี่อ่านหนังสือเล่มนี้ อ่านแล้วก็อ่านอีกนับครั้งไม่ถ้วน 

       จากนั้นก็มาเรียนต่อที่สถาบันเทคโนโลยี่พระจอมเกล้าพระนครเหนือ ที่ภาควิชาเทคโนโลยี่ไฟฟ้าอุตสาหกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ อีกสองปี 





       ที่นี่นี่เองที่หลวงพี่ได้รู้จักกับวัดพระธรรมกาย (คลิ๊ก) ก่อนเรียนจบไม่กี่เดือน (ขอขอบคุณชมรมพุทธฯ ที่หลวงพี่ไม่เคยเข้า มา ณ โอกาสนี้ ที่จัดนิทรรศการทางก้าวหน้า มงคลชีวิต 38 ประการ เมื่อเดือนตุลาคมปี 2526 ที่ใต้ตึกคณะครุศาสตร์) ได้เริ่มศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ได้เข้าวัดปฏิบัติธรรมฝึกสมาธิตั้งแต่นั้นมา  

       แม้จะเข้าวัดพระธรรมกาย แต่ความที่หลวงพี่ชอบอ่านหนังสือและชอบเดินทาง ก็จะแวะไปวัดต่างๆเสมอไม่ได้จำกัดว่าเป็นนิกายไหน สายไหน ศึกษาธรรมะของครูบาอาจารย์ต่างๆโดยไม่จำกัดขีดวงให้ตัวเอง เคยได้หนังสือของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล (ลูกศิษย์รุ่นแรกๆของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต) มาเล่มหนึ่ง ชอบมาก อ่านกลับไปกลับมาหลายเที่ยว  


       เคยไปช่วยเพื่อนเทปูนสร้างเจดีย์ที่วัดเกตุมฯที่สมุทรสาคร 
       
       เคยไปกราบหลวงพ่อพุทธทาสถึงสวนโมกข์
 
       เคยไปนอนกลดถือศีลแปดที่วัดสังฆทาน 


       เมื่อทำงานแล้วบางครั้งขับรถไปในป่าเจอที่พักสงฆ์เล็กๆ ก็แวะเข้าไปกราบพระท่าน บางครั้งขับรถตอนเช้าเห็นพระเดินบิณฑบาต เกิดจิตเป็นกุศลขึ้นหลวงพี่ก็จอดรถหาซื้ออาหารของแห้งใส่บาตรกันตรงนั้นเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพระท่านบวชอยู่วัดไหน  
............................................


       เนื่องจากชอบภาษาอังกฤษมาแต่เล็กแม้จะเรียนโรงเรียนวัดหรือโรงเรียนประชาบาลมาโดยตลอด แถมมาต่อสายอาชีพตามความประสงค์ของคุณพ่อ แต่อาศัยอิทธิบาท 4 หลวงพี่ชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจซึ่งรวมถึงที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในภาษาอังกฤษด้วย ไม่เคยเบื่อหน่ายในการเปิดดิคท์หาความหมายของคำศัพท์ คำบางคำจำได้ว่าเปิดดิคท์เป็นหลายสิบครั้งกว่าจะรู้ความหมายของคำๆนั้นในบริบทต่างๆครบถ้วน เมื่อเรียนจบหลวงพี่จึงเลือกมาทำงานที่สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซีย (AIT) 



      เพราะใกล้วัดพระธรรมกาย จะได้มีโอกาสมาทำบุญเข้าวัดได้สะดวก และที่นี่เองที่หลวงพี่ได้มีโอกาสฝึกฝนภาษาอังกฤษได้ร่วมงานกับคนต่างชาติ 
       เคยไหว้วานให้อาจารย์ชาวต่างประเทศอ่านหนังสือธรรมะภาษาอังกฤษออกเสียงแล้วอัดเทปไว้ จากนั้นหลวงพี่ก็เอามาเปิดฟังพร้อมอ่านหนังสือไปด้วยจะได้รู้ว่าคำไหนออกเสียงอย่างไร (เสียดายอีกแล้วตอนนั้นไม่มี Talking Dict. อย่าว่าแต่ Talking Dict. เลย ตอนนั้นนักวิจัยที่ AIT คุยกันว่าจะนำเสนอให้ทางการเอาพวกสระอุสระอูและวรรณยุกต์ทั้งหมดมาไว้ในบรรทัดเดียวกันเหมือนภาษาอังกฤษ เพราะการแสดงผลภาษาไทยบนจอคอมพิวเตอร์มันยากเหลือเกิน) แม้ไม่ได้วางแผนไว้ แต่ทั้งหมดนี้เป็นการปูพื้นฐานให้หลวงพี่ได้เข้าทำงานกับบริษัทระดับนานาชาติในภายหลัง .. 



30 ก.ค. 2559 15:23



  บทที่ 3  

       ช่วงวัยทำงาน หลวงพี่เดินทางได้ไม่เบื่อไม่หน่าย ที่แปลกก็คือชอบทางชนบทที่คดเคี้ยว ยิ่งเป็นทางป่าเขาขึ้นลงดอยยิ่งชอบมาก จากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ใครๆเขาก็วิ่งตามทางสายเอเซียกัน แต่ถ้าเลือกได้และมีเวลาหลวงพี่จะชอบไปทางพิษณุโลก สวรรคโลก ทุ่งเสลี่ยม ออกเถิน ซึ่งเป็นถนนที่วิ่งผ่านป่า 

       ครั้งหนึ่งแถวๆทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย หลวงพี่เห็นวัดๆหนึ่ง มีโบสถ์เล็กๆอยู่ข้างทาง ก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า.. 

       "สักวันหนึ่งในอนาคต อยากจะบวชแล้วก็มาอยู่ในวัดเล็กๆในป่าที่สงบๆอย่างนี้แหละ "

       มีครั้งหนึ่งประมาณก่อนปี 2540 ช่วงวันหยุดยาวหลวงพี่ได้มีโอกาสไปแม่สอดเป็นครั้งแรก เมื่อออกจากจังหวัดตากไปทางกำแพงเพชร เลี้ยวขวามุ่งหน้าแม่สอดแค่ประมาณสิบกว่านาทีก็เริ่มขึ้นเขา หนทางเริ่มคดเคี้ยวคล้ายถนนช่วงเชียงดาว-ฝางที่เชียงใหม่ 

       ประมาณชั่วโมงเศษเมื่อถึงแม่สอดแล้วก็เห็นป้ายชี้ไปอุ้มผางและน้ำตกทีลอซู ป้ายบอกว่าระยะทาง 163 กิโลเมตร ตอนนั้นพึ่งจะบ่ายต้นๆ หลวงพี่ก็คำนวณคร่าวๆว่าระยะทางแค่นี้และถ้าถนนเป็นเหมือนช่วงตากมาแม่สอด ขับเร็วนิดไม่เกินสองชั่วโมงก็น่าจะถึง ได้แวะไปเที่ยวน้ำตกที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในประเทศไทยด้วย

น้ำตกทีลอซู
       หลวงพี่(อย่าลืมนะตอนนั้นยังไม่ได้บวช)เริ่มขับรถไปทางอำเภอพบพระ เพื่อความไม่ประมาทจึงแวะถามชาวบ้านว่าไปอุ้มผางจะไปน้ำตกทีลอซูนานมั้ยกว่าจะถึง ถามกี่คนๆชาวบ้านเขามองหน้าหลวงพี่และมองรถเก๋งที่หลวงพี่ใช้เขาก็บอกตรงกันว่า วันนี้ไปไม่ทันและไปไม่ถึงน้ำตกหรอก .. วันนั้นจึงยอมล้มเลิกความตั้งใจ .. 

       อีกสิบกว่าปีให้หลังหลวงพี่จึงเข้าใจและนึกขอบคุณชาวบ้าน .. ไปอุ้มผางมันไม่ง่ายอย่างที่คิด .. ยังไม่ต้องพูดถึงการไปน้ำตกทีลอซูโดยรถเก๋ง .. จะบอกให้ ถ้าคนขับไม่ชำนาญทางแม้ใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อ ถ้าฝนตกขึ้นมาและใช้ยางสำหรับทางเรียบ โฟร์วีลก็โฟร์วีลเถอะ ได้ติดหล่มกินข้าวลิงอยู่กลางป่านั่นแหละ ..
30 ก.ค. 2559 19:12

  บทที่ 4  

กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา อัพยากตาธัมมา ..

เวลาไปงานศพ เมื่อพระเริ่มสวดบทอภิธรรม ผู้ไปร่วมงานส่วนหนึ่งจะเริ่มคุยกันเหมือนฆ่าเวลารอข้าวต้มมาเสิร์ฟ 

       แต่ก็แปลกหลวงพี่จะตั้งใจฟังพระท่านสวดเสมอ และส่งใจไปตามเสียงพระสวดมนต์แม้ไม่เข้าใจความหมายอะไรเลย เมื่ออายุมากขึ้นๆในภายหลัง ถ้าให้เลือกได้ว่าจะให้ไปงานศพหรืองานแต่ง หลวงพี่จะเลือกไปงานศพ .. เหตุผล?

           ไปงานศพคือไปดูตอนจบ 
           ไปงานแต่งเหมือนไปดูหนังต้นเรื่อง 

       นอกจากชอบอ่านหนังสือแล้ว สมัยเด็กๆหลวงพี่เป็นนักดูหนังตัวยง เพราะช่วงเรียนมัธยมนั้น ครอบครัวเขาไปอยู่ทองผาภูมิกันหมด ทิ้งหลวงพี่ไว้คนเดียวที่บ้านเช่าท้ายซอยแถวๆวงศ์สว่าง เลิกเรียนบ่ายสองโมงก็ไม่รู้จะทำอะไรดี อาศัยตัวเล็กหน้าเด็กยังไม่เสียค่าโดยสาร ก็นั่งรถเมล์ชมเมืองไปเรื่อยๆ ลงสายนี้ไปขึ้นสายโน้น รถเมล์ขาว รถเมล์เขียว ฯลฯ นั่งกันสุดสาย สมัยโน้นรังสิต บางนา มีนบุรีนี่ถือว่าไกลสุดๆ เป็นชนบทจริงๆ เบื่อนั่งรถเมล์ก็เข้าโรงหนัง ค่าตั๋วแค่ 10 บาทแถมฉายสองเรื่องควบ ดูวนไปเรื่อยๆ ถ้าไม่รีบไปไหนก็นั่งหลับๆตื่นๆอยู่ในโรงหนังนั่นแหละ ถ้าเป็นหนังแนวโรแมนติค เห็นกี่เรื่องๆมักมาจบตอนพระเอกนางเอกได้แต่งงานกัน .. หลอกกันชัดๆ มันจะจบตรงนั้นได้ยังไง มันพึ่งเริ่มต้น จบจริงๆมันต้องแบบกามนิตกับวาสิฏฐีภาคสวรรค์โน่น (อ่านไปเพลินๆนะ อย่าไปซีเรียส)

       ถึงตอนนี้ต้องขอถอยกลับไปลงรายละเอียดสักนิด ไม่อย่างนั้นแล้วชีวิตหลวงพี่มันจะดูเรียบร้อยดีงามเกินไป แล้วเราจะต่อไม่ติดว่าทำใมหลวงพี่จึงคิดบวช แล้วทำใมจึงบวชที่วัดพระธรรมกาย (ถ้าหลวงพี่ไม่ใช่พระวัดพระธรรมกายแล้ว จะมีตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ 150 คน ไปเยี่ยมถึงอุ้มผางมั้ย? .. คิดถึงค่าใช้จ่ายในปฏิบัติการนี้ ทั้งค่ารถ ค่าน้ำมัน ค่าเบี้ยเลี้ยง และค่าฮ.ของท่านรองผบ.ตร.แล้ว เฮ้อ... เสียดายจัง)

       เมื่อตอนเข้าเรียนช่างกลปทุมวันนั้นหลวงพี่ก็ทำผิดหลักมงคลชีวิตตั้งแต่ข้อที่ 1 เลย พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ว่าอย่าคบคนพาล เพื่อนดีๆที่เขาตั้งใจเรียนก็พอมีอยู่ แต่คบเจ้าพวกนี้แล้วชีวิตมันไม่ตื่นเต้น มันไม่เท่ ก็เลยไปคบกับพวกที่เราเรียกกันว่านักเรียนนักเลงนั่นแหละ 

       ในเวลาไม่นานหลวงพี่ก็เริ่มสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เล่นการพนันและอบายมุขครบถ้วน (ดีอยู่อย่าง ภาษาโบราณเขาเรียกทำความเลวไม่ขึ้น ไม่เหมือนเพื่อนบางคน ในห้องเรียนมันไม่เคยเข้าใจอะไรเลย แต่พอเข้าวงไพ่เท่านั้นมันจำได้หมด ปกติหลวงพี่นับว่ามีความจำและหัวคำนวณในระดับใช้ได้ทีเดียว แต่พอเข้าวงไพ่แล้วมันจำไม่ได้ ใครเขาเก็บไพ่ใบไหนไว้ ทิ้งใบไหนลงมา หลวงพี่จึงไม่ได้ติดการพนัน) 

       นับเป็นช่วงมืดของชีวิตอย่างแท้จริง ไปถึงโรงเรียนเพียงเพื่อให้ได้เจอเพื่อนแล้วก็พากันเที่ยว เพื่อนบางคนถูกอริต่างสถาบันทำร้าย บาดเจ็บก็มี เสียชีวิตก็มี เพื่อนบางคนติดคุกเพราะไปยิงเขา แต่หลวงพี่ก็แค่ระดับเฮไหนเฮกัน ไม่ถึงขั้นเป็นหัวโจกหรอกนะ แม้จะเกเรหนีเรียนเป็นประจำแต่ถ้าถึงวิชาไหนที่ชอบ หลวงพี่ก็จะค้นแหลกเหมือนกัน  ค้นคว้าต่อยอดไปเรื่อยๆ ไม่จำกัดกะเก็งเฉพาะตรงที่จะออกข้อสอบ ตำราภาษาอังกฤษในห้องสมุด นอกจากหลวงพี่แล้ว ก็แทบไม่เคยเห็นใครไปหยิบอ่านเลย หลวงพี่เรียนจบปวช.มาด้วยเกรดเฉลี่ย 1.71 เดชะบุญไปสอบเรียนต่อระดับปวส.ได้

       ที่เทคนิคกรุงเทพก็มีอยู่หลายชมรมด้วยกันที่ให้นักศึกษาได้เลือกทำกิจกรรม ในตอนนั้นหลวงพี่เห็นเด็กชมรมพุทธฯแล้วก็คิดว่าพวกคุณจะเรียบร้อยอะไรกันจะขนาดนั้น ไม่มีทางหรอกที่หลวงพี่จะไปเข้าชมรมเดียวกับคนเชยๆพวกนี้ .. ตอนนั้นมันคิดอย่างนั้นจริงๆ ขอโทษทุกท่านที่ชมรมพุทธฯด้วยนะ

       สาเหตุที่หลวงพี่จั่วหัวตอนนี้ไว้ด้วยบทสวดพระอภิธรรมก็เพราะ ใจของเราโดยปกติจะมีอยู่ทั้งสามสิ่งวนเวียนสลับกันไปมาตามความคุ้น การฝึกจิตและสิ่งแวดล้อมของแต่ละคน กุสลาธัมมา สิ่งที่เป็นกุศล อกุสลาธัมมา สิ่งที่เป็นอกุศล และอัพยากตาธัมมา สิ่งที่เป็นกลางๆ

       หลังจากปล่อยให้อกุสลาธัมมาครอบครองจิตใจมาหลายปี แล้วก็มาถึงวันที่กุสลาธัมมาจะได้เข้ามาเยือนจิตใจบ้าง เพื่อนคนหนึ่งเอาหนังสือเล่มเล็กๆชื่อโอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝานมาให้ มันก็แปลก เวลาเราเปิดรับคุณธรรมความดีให้เข้ามาในใจ ความดีนั้นก็จะไปพาเพื่อนๆความดีอีกมากมายเข้ามาด้วย (ก็เหมือนคบคนพาล สารพัดความชั่วจะเรียงหน้ากันเข้ามาหา ต้อนรับกันไม่ทันทีเดียว) อ่านหนังสือเล่มนี้ไปหลายๆเที่ยวแล้วมานึกย้อนถึงความประพฤติของตัวเองนับแต่เป็นวัยรุ่นมา ก็บอกตัวเองว่ามันไม่ใช่ บุหรี่มันดีไหม? ไม่ดี ใครก็รู้ว่ามันไม่ดี หลวงพี่ก็เริ่มพยายามที่จะเลิกบุหรี่ 

       ขอบอกพวกเราว่าบุหรื่เลิกไม่ยาก บางวันเลิกได้ตั้งสองสามครั้ง ตอนเช้าสูบแล้วก็บอกตัวเองว่าขอเป็นมวนสุดท้ายนะ ตกเย็นอดไม่ไหวก็สูบอีก แล้วก็สัญญากับตัวเองว่ามวนสุดท้ายแล้ว ตกค่ำก็สูบอีก ก็ต่อสู้กับมันมา แต่จนแล้วจนรอดก็เลิกขาดไม่ได้ ทั้งเหล้าและบุหรี่ มารู้ทีหลังว่านอกจากไม่คบคนพาลแล้ว เราต้องคบบัณฑิตด้วย การที่หลวงพี่ยังคงคบเพื่อนกลุ่มเดิมๆอยู่ แล้วหวังว่าจะเลิกความประพฤติไม่ดีนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปแทบไม่ได้เลย

       เรียนจบเทคนิคกรุงเทพได้เกรดเฉลี่ยแค่สองเศษๆ ก็ยังอุตส่าห์สอบเรียนต่อเข้าที่พระนครเหนือได้ ถึงตอนนี้คงจะเริ่มเป็นผู้ใหญ่ขึ้นบ้าง เริ่มตั้งใจเรียน แต่ก็ยังคบเพื่อนแบบเดิมๆ 

แล้ววันที่ชีวิตของหลวงพี่จะเปลี่ยนไป
แบบไม่เหลือเค้าเดิมก็มาถึง ..

วันนั้นหลังทานข้าวกลางวันกับเพื่อนๆที่โรงอาหารแล้ว ทั้งก๊วนของพวกเราเป็นสิบคนเดินออกมาทางใต้ตึกครุศาสตร์ ที่ซึ่งชมรมพุทธฯจัดนิทรรศการทางก้าวหน้าเรื่องมงคลชีวิต 38 ประการขึ้น เพื่อนๆของหลวงพี่ทุกคนดูนิทรรศการแบบผ่านๆแล้วก็หายไปอย่างรวดเร็ว แต่หลวงพี่สิเหมือนถูกสะกด หลวงพี่อ่านตัวหนังสือทุกตัวบนกระดาษโปสเตอร์ทุกแผ่น เริ่มจากมงคลที่ 1 ถึงมงคลที่ 38 อ่านไปก็ตรองตามไป เห็นเหตุและผลเกิดความรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่มีคุณค่ามากจริงๆ แล้วโปสเตอร์แผ่นสุดท้ายก็มีการเชิญชวนให้มาวัดพระธรรมกาย โดยให้ไปขึ้นรถฟรีที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และขอให้อย่างน้อยใส่เสื้อขาวไป 


ชีวิตของหลวงพี่กำลังจะเปลี่ยนไป
แบบใครๆก็คิดไม่ถึง ..

       คนแรกที่ต้องประหลาดใจก็คือโยมแม่ของหลวงพี่เอง ปกติวันเสาร์อาทิตย์ถ้าหลวงพี่อยู่บ้าน ไม่ไปค้างบ้านเพื่อนก็จะนอนตื่นสายสุดๆ คุณพ่อท่านมีศัพท์เฉพาะว่านอนกินบ้านกินเมือง แต่เช้าวันอาทิตย์นั้น หลวงพี่ตื่นแต่เช้าแถมใส่เสื้อขาวด้วย คุณแม่ก็ถามว่าลูกจะไปไหน พอบอกท่านว่าจะไปวัด คุณแม่ทำท่าเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ท่านได้ยิน .. และวันอาทิตย์นั้นเอง หลวงพี่ได้มาถึงวัดพระธรรมกายเป็นครั้งแรก .. มันอยู่ในเดือนตุลาคมปี 2526 แค่ห้าหกเดือนก่อนหลวงพี่เรียนจบ (แต่จนแล้วจนรอดหลวงพี่ก็ไม่เคยเข้าชมรมพุทธฯอยู่ดี และเพราะเป็นปีที่เรียนจบ จึงไม่เคยเข้าอบรมธรรมทายาท เพราะเรียนจบก็ไปหางานทำ)


3 สิงหาคม 2559 21:40



  บทที่ 5  

อานุภาพของความสะอาดและความเป็นระเบียบ..

       ไม่ใช่ว่าหลวงพี่ไม่เคยไปวัด ตอนเล็กๆตั้งแต่จำความได้อยู่บ้านตายายหลังวัดบางพลัดนอก(วัดอาวุธวิกสิตาราม) ไปวิ่งเล่นที่วัดเป็นประจำ 



       เมื่อโตพอเข้าโรงเรียนได้ก็ข้ามถนนจรัลสนิทวงศ์ไปเรียนที่โรงเรียนวัดบางพลัดใน ความสุขสมัยเด็กๆ ไม่มีอะไรเกินเที่ยวงานวัด ดูหนังกลางแปลง นอกจากนั้นวันที่ชอบวัดอีกวันหนึ่งคือวันพระ เพราะมีอาหารและขนมอร่อยๆเยอะดี ตอนหลวงพี่ตัวเล็กกะเปี๊ยกคุณแม่มักจะพาหลวงพี่ไปวัดด้วย ท่านไปวัดนอกจากทำบุญแล้วก็ชอบให้พระครูดูดวงให้ 






..แต่วัดพระธรรมกายไม่เหมือนวัดใดเลย
ที่หลวงพี่เคยไปมาในชีวิต.. 

       ปลายปี 2526 ถนนบางขันธ์ยังเป็นลูกรังสองเลนแค่พอสวนไปมาได้ ตอนนั้นไม่แน่ใจว่าวัดขยายออกมาที่ 130 ไร่หรือยัง แต่สภาธรรมกายสากลหลังคาจากยังไม่ได้สร้างและที่สองพันไร่นั้นยังไม่ได้ซื้อแน่นอน ทางเข้าออกหลักคือประตู 1 หน้าโบสถ์ 




       พอรถบัสที่รับสาธุชน(และมีหลวงพี่อยู่บนรถด้วย)มาถึง ก็มีเด็กวัดที่ดูยังไงก็ไม่เหมือนเด็กวัด(แบบที่หลวงพี่คุ้น) ใส่ชุดขาวมายืนเป็นแถวคอยไหว้ต้อนรับทักทาย มีหนังสือสวดมนต์ให้บริการด้วย 



       เมื่อเดินเข้ามาตามถนนคอนกรีตสายหลักมีต้นยางที่ยังไม่สูงใหญ่สักเท่าไหร่ขนาบซ้ายขวา มีโบสถ์สง่างามแต่ไม่มีช่อฟ้าใบระกาเหมือนวัดอื่น สถานที่ดูสะอาดสุดๆ ไม่มีเศษกระดาษหรือสิ่งปฏิกูลใดๆให้เห็นแม้แต่น้อย และอีกอย่างหนึ่งที่ต่างจากวัดทั่วไปคือไม่มีสุนัข หรือพูดให้ชัดๆคือไม่มีหมาวัดให้เห็นสักตัว 




       ตอนนั้นมันจะกี่โมงก็จำไม่ได้แล้ว ขณะกำลังเดินชมวัดไปเรื่อยๆ ผ่านศาลาจาตุมฯไปจนถึงศาลาดุสิต ก็เห็นสาธุชนกำลังนั่งเข้าแถวคลานเข่าเข้าไปรับอะไรบางอย่างจากพระรูปหนึ่ง  พอหลวงพี่มองไปที่พระรูปนั้นซึ่งหลวงพี่ก็ไม่รู้ว่าคือใคร (ถึงตอนนั้นก็ยังไม่รู้จักใครสักคนหรอก เพราะผู้ที่ชวนหลวงพี่มาวัดคือกระดาษโปสเตอร์) หลวงพี่ต้องใช้คำว่าตะลึง ..

       หลวงพี่คิดในใจว่าหลวงพี่รูปนี้ (ไม่รู้หรอกว่าคนทั้งวัดเรียกท่านว่าหลวงพ่อ และสิ่งที่สาธุชนเข้าไปรับจากท่านนั้นคือดวงแก้วมณีโชติรสสำหรับผู้เป็นเจ้าภาพกองผ้าป่า) ทำใมท่านถึงได้สว่างไสวผ่องใสขนาดนี้ ดูไม่เหมือนคนธรรมดา ความสว่างที่ออกจากตัวท่านนั้นประหนึ่งว่าทำให้ศาลาดุสิตทั้งหลังสว่างไสวไปด้วย แล้วก็มีความคิดนี้ผุดขึ้นมาในใจว่า “นี่แหละครูของเรา” ..






       เมื่อหลวงพี่มาถึงวัดใหม่ๆนั้นวันอาทิตย์ธรรมดาคนยังนั่งฟังธรรมกันบนศาลาจาตุมหาราชิกาได้แทบทั้งหมด 

ปฏิบัติธรรมที่ศาลา จาตุมฯ
       ต่อมาภายหลังคนก็มากันมากขึ้นๆจนล้นลงไปอยู่บนสนามหญ้าใต้ต้นไม้ กระจายไปทั่ว ในภายหลังจึงรู้ว่าพระรูปนั้นคือพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ซึ่งท่านจะนำนั่งสมาธิในรอบสาย อีกสิ่งหนึ่งที่พิเศษสุดๆของท่านก็คือน้ำเสียงที่ทุ้มนุ่มนวล แค่ได้ยินเสียงของท่านก็สบายใจอย่างบอกไม่ถูกแล้ว ตกบ่ายเป็นการแสดงธรรมโดยพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะชีโว สมัยที่หลวงพี่ไปในช่วงนั้นถ้าจำไม่ผิดท่านกำลังเทศน์เรื่องมงคลชีวิต 38 ประการอยู่(ไม่รู้ว่าเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้ว) จากนั้นก็เป็นหมวดธรรมอื่นๆเช่น ฆราวาสธรรม 4 อุปกิเลส 16 สัปปุริสธรรม 7 ประการ เป็นต้น บทฆราวาสธรรมนั้นหลวงพี่ใช้เป็นแม่บทในการฝึกตัวมาตั้งแต่นั้นเลยทีเดียว





       ต้องยอมรับว่าลีลาการเทศน์สอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะชีโวนั้น มีลูกล่อ ลูกชน ลูกเล่นแพรวพราว ไม่มีเบื่อเลยก็แล้วกัน 

       ตัวอย่างที่ท่านยกขึ้นประกอบนั้นก็สมบูรณ์ด้วยเหตุและผล แม้กระทั่งนิทานชาดกที่เคยฟังมาซึ่งเดิมหลวงพี่เคยคิดว่าคงเป็นเรื่องแต่งขึ้นเพื่อให้คนทำความดี แต่หลวงพ่อท่านยกขึ้นเทศน์จนเรามั่นใจเลยว่าเป็นเรื่องจริง โดนใจนักศึกษาที่ใกล้เรียนจบอย่างหลวงพี่ยิ่งนัก 

        เมื่อเสร็จการเทศน์สอนยามบ่าย ก็เกิดปรากฎการณ์แปลกประหลาดขึ้น(ในความคิดหลวงพี่) มีเจ้าหน้าที่เตรียมผ้าขี้ริ้วผืนเล็กๆซึ่งชุบน้ำจนหมาดแล้วมาให้สาธุชนช่วยกันเช็ดเสื่อที่เราใช้นั่งฟังธรรมะ  เกิดมาพึ่งเคยเห็นเขาใช้ผ้าเช็ดเสื่อข้างบนทีข้างล่างทีแล้วก็ค่อยๆม้วนเข้าเก็บ ทำอย่างนี้จนหมดม้วน กลุ่มอื่นๆก็แยกย้ายกันไปทำความสะอาดที่ต่างๆรวมถึงห้องน้ำด้วยจนทุกอย่างสะอาดเอี่ยมเรียบร้อยแล้วจึงนั่งรถกลับบ้านกัน

       นับจากนั้นมาหลวงพี่ก็ไปวัดเป็นประจำเกือบทุกอาทิตย์ แล้วหลวงพี่ก็เริ่มแยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อนที่คบกันอยู่ แทนที่เลิกเรียนจะไปตีสนุ๊กเกอร์หรือดื่มเหล้าหรือเถลไถลอย่างเคยก็กลับบ้านเลย ตั้งใจอ่านหนังสือเรียน อ่านหนังสือธรรมะ ฟังเทปที่ซื้อมาจากวัด ฝึกสมาธิ เข้าวัดได้ไม่นานหลวงพี่ก็สมาทานศีล 5 เป็นประจำเลิกดื่มเหล้าได้ .. ส่วนบุหรื่นั้นต้องอาศัยกำลังใจอีกนานพอสมควร 

เข้าใจรึยัง ทำใมโลกนี้จึงขาดกัลยาณมิตรไม่ได้?


       เมื่อหลวงพี่เรียนจบนั้น ในวันรับปริญญาคุณพ่อคุณแม่ดีอกดีใจมาก หลวงพี่เป็นลูกคนเล็กในพี่น้องสามคน แต่เป็นคนแรกที่ได้รับปริญญาและด้วยอานุภาพของการเข้าวัดพระธรรมกายห้าหกเดือนหลวงพี่เรียนจบพร้อมด้วยเกียรตินิยมอันดับสอง .. ในรูปถ่ายวันนั้นคุณพ่อคุณแม่ยืนขนาบข้างบัณฑิตใหม่ในชุดครุย แต่ในมือขวาของหลวงพี่ระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลางมีบุหรื่อยู่หนึ่งมวน ..

       เมื่อหลวงพี่มาทำงานที่ AIT ช่วงนั้นทางวัดเริ่มโปรโมทการอยู่ธุดงค์สุดสัปดาห์ ครั้งแรกที่หลวงพี่มาอยู่ธุดงค์จำได้เลย มันไม่ง่ายอย่างที่คิด ตอนนั้นกางกลดนอนกันในพื้นที่ 130 ไร่ข้างกำแพงวัด แถวๆหอฉันคาบเกี่ยวกับอาคารร้อยปีคุณยายในปัจจุบันนี่แหละ ตอนตีสี่กว่ามีพระอาจารย์ท่านนำนั่งสมาธิในโบสถ์ ความที่ยังไม่คุ้นเคยกับการนั่งสมาธินานๆ นั่งช่วงแรกๆก็ยังพอไหวแต่นานๆไปก็เริ่มเมื่อย ลืมตาขึ้นมาดูพระอาจารย์ ท่านก็นั่งหลังตรงหลับตานิ่งเฉย ก็นึกชมท่านในใจว่าท่านสง่างามดีเหลือเกิน นั่งนิ่งหลังตรงดีจัง ก็หลับตาต่อ อีกไม่นานเริ่มกระสับกระส่ายเพราะความเมื่อยก็ลืมตาขึ้นมาดูพระอาจารย์อีก ท่านก็นั่งของท่านเหมือนเดิม ไม่มีทีท่าจะเลิกนั่ง .. เหมือนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะฯเทศน์เป๊ะ หลวงพี่เปลี่ยนจากคำภาวนาในใจว่าสัมมาอะระหัง .. สัมมาอะระหัง มาเป็น เลิกเฮอะ .. เลิกเฮอะ ..

       ปกติธุดงค์ก็อยู่กันตั้งแต่เย็นวันศุกร์ เมื่อเข้าร่วมกิจกรรมวันอาทิตย์เสร็จจึงกลับบ้านกัน แต่ในครั้งนั้นบ่ายวันเสาร์หลวงพี่ก็ถอนกลดกลับ AIT แล้ว เพราะทนอยากบุหรื่ไม่ไหว ..

...จนมาถึงคืนวันลอยกระทง 

       จำได้แม่น คืนนั้นอยู่ที่ AIT เข้าวัดมาได้ประมาณหนึ่งปีแล้ว พึ่งซื้อบุหรี่ซองใหม่มาแกะบุหรี่ออกมาจุดสูบได้หนึ่งมวน นั่งดูบุหรี่ในมือ แล้วก็คิดว่า..

       "ทำใมเราถึงได้ยอมเป็นทาสของมันมาได้ถึง 7-8 ปี แล้วนี่จะยอมเป็นทาสมันไปอีกนานแค่ไหน ? "

 .. คิดได้ดังนั้นแล้วก็โยนบุหรื่ซองใหม่ทั้งซองนั้นลงถังขยะ .. หักดิบประกาศอิสรภาพจากบุหรื่ได้แต่นั้นเป็นต้นมา

       มีคนถามว่าเอาเงินที่ไหนมาทำบุญ หลวงพี่ว่าแค่ส่วนที่เราประหยัดได้จากการที่ไม่ต้องจ่ายค่าเหล้าค่าบุหรี่นี่ก็เหลือเฟือแล้ว .. จริงมั้ย?

5 สิงหาคม 2559 12:39

 กลับขึ้นข้างบน  



  บทที่ 6  

“ค่าน้ำนม”

       ไม่รู้เหมือนกันทำใมเพลงๆนี้จึงเป็นที่นิยมของขี้เมาทั้งหลาย พอเมาได้ที่แล้วมักจะได้ยินไอ้ขี้เมาประสานเสียงร้องเพลงนี้เสมอ (รึว่ามันจะเป็นเฉพาะวงเหล้าที่หลวงพี่เคยเป็นสมาชิกเท่านั้น?) ฝ่ายฝรั่งขี้เมาก็ชอบเพลง Bohemian rhapsody ของวง Queen พอถึงท่อน .. Mama , ooh ooh ooh ooh , didn’t mean to make you cry ..  ละก็ ประสานเสียงกันเอ่อ.. ระงมทีเดียว

คลิ๊ก ฟังเพลง Bohemian rhapsody
       
     ใกล้ถึงวันแม่แล้ว เขียนเรื่องแม่ อุทิศบุญกุศลให้ท่านดีกว่า ..


       เชื่อว่าแม่ทุกคนรักลูกอย่างมากมายปานแก้วตาดวงใจด้วยกันทั้งนั้น แต่หลวงพี่ว่าคุณแม่ของหลวงพี่นี่แหละเป็นหนึ่งในยอดคุณแม่ที่รักลูกที่สุด

       คุณแม่เป็นลูกคนโตของครอบครัว ท่านได้เรียนถึงแค่ชั้นป.4 ก็ต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยคุณตาคุณยายทำมาหากินเลี้ยงน้อง คุณตาคุณยายประกอบอาชีพทำขนมขายเป็นอุตสาหกรรมในครอบครัว ตอนกลางวันเป็นช่วงเวลาของการผลิต ตกเย็นก็เข็นรถออกมาขายที่ป้ายรถเมล์หน้าวัดบางพลัดใน เป็นขนมไทยๆพวก ตะโก้ ขนมชั้น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง คุณแม่ก็ถ่ายทอดวิทยายุทธนี้มา



ขนมไทยๆพวก ตะโก้ ขนมชั้น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง

        เมื่อมีครอบครัวแล้วเงินเดือนคุณพ่อคนเดียวไม่พอใช้ คุณแม่จึงช่วยทำขนมขาย หาเลี้ยงครอบครัวด้วย ยกเว้นช่วงที่ไปอยู่ที่เชียงใหม่และกาญจนบุรีแล้ว ก็เห็นคุณแม่ทำขนมขายมาแทบจะโดยตลอด ทั้งวันๆท่านจะนั่งอยู่หน้าเตาไฟ ทำไปก็ชิมไปคุณแม่จึงท้วมขึ้นๆจนเกินท้วมไปเยอะ ทั้งๆที่ดูจากรูปถ่ายแล้วสมัยสาวๆท่านเอวบางร่างน้อย เรียกว่าสวยพอตัวทีเดียว คุณแม่เริ่มมีโรคภัยไข้เจ็บมาเยือน ทั้งความดัน ทั้งเบาหวาน แถมโรคเครียดจากปัญหาครอบครัวที่มีรายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง 

       แม้จะเรียนหนังสือมาน้อยแต่ คุณแม่เป็นนักอ่านหนังสือตัวฉกาจ คุณแม่อ่านนิตยสารรายสัปดาห์และรายปักษ์หลายฉบับ เช่น บางกอก ทานตะวัน ขวัญเรือน กุลสตรีเป็นต้น 







หลวงพี่ถ่ายทอดนิสัยรักการอ่านหนังสือ
มาจากคุณแม่นี่แหละ 


       ท่านเป็นผู้ที่มีศรัทธาในแพทย์แผนปัจจุบันมาก อีกทั้งไม่ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเพราะอาศัยสวัสดิการที่คุณพ่อทำงานการไฟฟ้าฯ คุณแม่จึงชอบไปโรงพยาบาลหาหมอเป็นประจำ กลับมาแต่ละทีได้ยามาเป็นถุงๆ แต่ละมื้อทั้งก่อนและหลังอาหารเห็นท่านกินยาตามหมอสั่งครั้งละหลายเม็ดมาก 

       ช่วงวัยรุ่นที่หลวงพี่ติดเพื่อน ไม่ค่อยจะกลับบ้านตรงเวลา (บ่อยครั้งก็ไม่กลับเลยทีละหลายๆวัน) แต่ที่หลวงพี่เจอทุกครั้งตอนกลับมาถึงบ้านก็คือคุณแม่จะนั่งสัปหงกรออยู่ ไม่ว่าจะดึกดื่นเที่ยงคืน ตีหนึ่งตีสอง และเมื่อเห็นหลวงพี่แล้วคำถามที่ท่านจะถามเสมอก็คือ

“กินข้าวหรือยังลูก?” 

       ไม่รอฟังคำตอบ ท่านจะลุกขึ้นเซแซ่ดๆเข้าครัวไปหาอาหารมาให้ลูกชายตัวแสบของท่าน .. 

        เมื่อหลวงพี่ใกล้จะเรียนจบ คุณพ่อเริ่มมีตำแหน่งหน้าที่การงานดีขึ้น คุณแม่จึงได้เลิกขายขนม แต่สุขภาพของท่านก็แย่มากแล้ว 

        ปี 2528   

เป็นปีแรก ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านอนุญาตพระธรรมทายาทให้บวชอยู่ต่อได้ ก่อนหน้านั้นเมื่อจบโครงการแล้วต้องลาสิกขาหมดหรือไม่ก็ย้ายไปอยู่วัดอื่น 




และเป็นปีแรก ด้วยที่มีการรับสมัครบวชธรรมทายาทรุ่นเข้าพรรษา หลวงพี่ละอยากจะสมัครบวชจริงๆ แต่ติดที่พึ่งเรียนจบทำงานได้แค่ปีเศษ ก็เฝ้าบอกตัวเองว่ารออีกนิดให้พร้อมอีกสักหน่อยจะมาบวชสักหนึ่งพรรษาแน่นอน

       ..เมื่อหลวงพี่ทำงานแล้วก็ย้ายเข้าไปพักที่ AIT แล้วก็ถึงวันที่หลวงพี่ได้ทำหน้าที่ลูกที่ดี ด้วยการ ขับรถพาคุณแม่มาวัดพระธรรมกายเป็นครั้งแรก.. 


       จำได้ว่าวันอาทิตย์นั้นคนเยอะทีเดียว บนศาลาจาตุมฯคนแน่นไปหมด หลวงพี่จึงหาที่นั่งใต้ร่มไม้ให้คุณแม่แถวๆสะพานใกล้ประตู 2 ดูคุณแม่ท่านมีความสุขมากทีเดียว ตอนเย็นวันนั้นเมื่อขับรถไปส่งท่านที่บ้านแถวนนทบุรี ท่านก็บอกว่า

 “อาทิตย์หน้ามารับแม่ไปวัดอีกนะ แม่ชอบ” 

       แล้วหลวงพี่ก็ขับรถกลับไปพักที่ AIT แน่นอน หลวงพี่ปลื้มสุดๆ นึกถึงว่าจากนี้ไปจะพาทั้งคุณพ่อและคุณแม่ไปวัดบ่อยๆ 

   
 คืนนั้นเอง 

ประมาณสี่ทุ่มหลวงพี่ได้รับโทรศัพท์ .. 

ได้ยินแล้วตัวชา .. 

คุณแม่เสียชีวิตแล้วเพราะเส้นโลหิตในสมองแตก .. 

หลวงพี่มั่นใจว่าท่านคงไปสู่สุคติ

เพราะอย่างน้อยในวันสุดท้ายของชีวิต 

ท่านก็ได้ไปทำบุญที่วัดพระธรรมกาย 

เป็นทั้งครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ..


       นับจากวันแรกที่เข้าวัดพระธรรมกายจนเรียนจบมีงานทำ ได้ฟังคำเทศน์คำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง หลวงพี่ก็มีความตั้งใจที่จะตอบแทนพระคุณของคุณพ่อคุณแม่ให้ดีที่สุด รู้ว่าท่านต้องลำบากมาตลอดชีวิตทั้งเลี้ยงดูทั้งส่งให้เล่าเรียนจนจบการศึกษา แต่เมื่อท่านมาด่วนจากไป


สิ่งที่หลวงพี่ทำได้ก็คือขอลางาน

เพื่อบวชตอบแทนบุญคุณท่าน 


       หลวงพี่ลางานได้สามอาทิตย์อุปสมบทที่วัดใกล้ๆบ้าน ไม่ใช่แค่บวชเณรหน้าไฟอย่างที่นิยมทำกัน เช้าวันแรกในชีวิตพระด้วยความที่อยากจะเอาบุญให้โยมแม่และโปรดโยมพ่อ ถึงเวลาบิณฑบาตหลวงพี่ก็สะพายบาตรเดินดุ่มๆมาที่บ้าน ระหว่างเดินมาตามซอยมีเด็กน้อยใส่บาตรด้วย รู้สึกปลื้มใจ มีความสุขจัง 

       ตกสายวันนั้นก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นที่วัด มีเสียงร้องถามกันว่า “วันนี้ใครไปบิณฑบาตรทับสายวัดอื่นเขา?” ไม่นานก็มีเสียงตอบแบบไม่พอใจว่า “พระใหม่ ไม่รู้เรื่อง” หลวงพี่ก็คิดในใจ เฮ้อ บิณฑบาตเอาบุญให้โยมก็ผิด ..

       หลวงพี่ก็เลยหลับตานั่งสมาธิ กะจะเอาบุญละเอียดอุทิศให้โยมแม่ .. ไม่นานก็ได้ยินเสียงลอยมาตามลมว่า “อวดเคร่ง นั่งสมาธิ เดี๋ยวก็บ้าหรอก” อ้าว นั่งสมาธิก็ผิดอีก ..

เห็นท่าไม่ดีหลวงพี่จึงกลับบ้านไปบอกโยมพ่อมากราบลาพระอุปัชฌาย์ ขอย้ายวัด .. ไปวัดไหนดีหนอ?

       ทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะฯเป็นการส่วนตัว บ่ายวันนั้นหลวงพี่ให้โยมพ่อขับรถมาส่งที่อาศรมบัณฑิต เข้าไปกราบพระเดชพระคุณหลวงพ่อเล่าเรื่องราวให้ท่านฟัง ท่านเมตตามากบอกให้ไปพักอยู่กับพระธรรมทายาทที่สองพันไร่ท้ายวัดโน่น (ต่อมาพระภิกษุธรรมทายาทรุ่นนี้แหละที่เรียกกันว่าพระภิกษุรุ่น 1 ของวัดพระธรรมกาย) 

       นับเป็นช่วงหนึ่งที่มีความสุขที่สุดในชีวิตเลยทีเดียว 

       ตอนนั้นที่สองพันไร่คือทุ่งนาฟ้าโล่ง อาคารที่พักของพระธรรมทายาทเป็นกุฏิจากชั่วคราว ห้องน้ำมีท้องฟ้าเป็นหลังคา กลางคืนยุงชุมมาก กิจวัตรประจำวันก็ง่ายๆ ตื่นแต่มืด สวดมนต์ทำวัตร นั่งสมาธิ บิณฑบาตร ช่วยกันรับบุญทำความสะอาด ฟังธรรม ตอนนั้นพระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (พม.ดร.สมชาย ฐานวุฑโฒ) ท่านพึ่งจะบวชอุทิศชีวิต และท่านได้รับมอบหมายให้มาเป็นพระอาจารย์ 

ที่หลวงพี่ชอบที่สุดคือช่วงสวดมนต์ตอนค่ำ มีพระธรรมทายาทรูปหนึ่งเสียงท่านเพราะมาก เวลาท่านสวดบทชุมนุมเทวดานั้น หลวงพี่มีความรู้สึกเหมือนกับมีเทวดาจำนวนมากมาชุมนุมอยู่โดยรอบจริงๆเพื่อฟังพระเจริญพระพุทธมนต์ .. 

ทำใมชีวิตที่มีน้อยเหลือเกิน แค่จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัช จึงให้ความสุขได้มากมายถึงเพียงนี้?




       ช่วงเวลาแห่งความสุขผ่านไปเร็วเหลือเกิน สามอาทิตย์ผ่านไปโยมพ่อก็มาตาม หลวงพี่บอกท่านว่าไม่อยากสึกเลย ขอบวชต่อไปเรื่อยๆ แต่ท่านไม่ยอม หลวงพี่ก็คิดในใจว่าโยมแม่ก็พึ่งเสีย เราออกไปทำงานทดแทนบุญคุณโยมพ่อให้เต็มที่ก่อนก็แล้วกัน

       ..บ่ายวันนั้นเอง ไม่ทราบว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านรู้ได้อย่างไรว่ามีพระท้ายวัดจะลาสิกขา ท่านเรียกให้หลวงพี่ไปพบที่ในวัด..


       โอวาทของท่านในวันนั้นจะดังก้องอยู่ในใจของหลวงพี่ตลอดมาและตลอดไป ท่านมองดูหลวงพี่ด้วยความเมตตาแล้วกล่าวว่า

     " เมื่อลูกลาสิกขาไปใช้ชีวิตในทางโลก เมื่อรู้แล้วว่าในโลกนี้ไม่มีความสุขที่แท้จริง ให้กลับมาหาหลวงพ่อ .. หลวงพ่อรออยู่ .."

       แล่วท่านก็เอื้อมมือมาผลักผ้าสังฆาฏิตกลงจากบ่าของหลวงพี่ เป็นสัญญาณว่าความเป็นพระภิกษุครั้งแรกของหลวงพี่สิ้นสุดลงแล้ว 


      .. ตอนนั้นหลวงพี่มีความตั้งใจจะกลับมาบวชให้เร็วที่สุด แต่หลวงพี่ไม่รู้หรอกว่าจะต้องใช้เวลาอีกถึง 19 ปี กว่าที่หลวงพี่จะได้กลับมาบวชอีกครั้งหนึ่ง

       หลวงพี่ไม่แน่ใจว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้บวชพระมากี่หมื่นกี่แสนรูปแล้ว แต่ที่หลวงพี่มั่นใจก็คือ คงมีไม่กี่รูปหรอกที่ท่านลาสิกขาให้ .. ไม่รู้ควรจะภูมิใจหรือไม่ .. หลวงพี่เป็นหนึ่งในนั้น

      
ขออุทิศบุญกุศลทั้งหมดทั้งสิ้น

ที่เกิดจากการเขียนบทความนี้

ให้แก่.....

 โยมแม่นงนุช วิทักษบุตร 



About Author

Advertisement

แสดงความคิดเห็น